Korn님의 프로필Knight_사진블로그리스트기타 ![]() | 도움말 |
|
Knight_3월 2일 Grave of the Fireflies : ล่องเรือชมหิ่งห้อย บรรยากาศพักผ่อนที่ไม่มีมานานGrave of the Fireflies : ล่องเรือชมหิ่งห้อย บรรยากาศพักผ่อนที่ไม่มีมานาน
Blog นี้มาเขียนแทรกก่อนจะไปเล่าเรื่อง World Debate ที่เกริ่นไว้งวดก่อนนะครับ ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากผมปั่นรายงานติดต่อกัน แบบที่ไมได้ทำมานานแล้ว หรือ จะพูดจริง ๆก็ขี้เกียจเขียนมานานนั่นแหละครับ จนแทบไมได้ไปทำอะไรเลย จนกระทั่งไปบิน Domestic 3 วัน เลยได้บรรยากาศพักผ่อนที่ห่างหายไปนานกลับมาบ้าง
วันแรกตื่นตี 3 ครับ สารภาพว่าไมได้นอนเลย บินไปถึงอุบลตอนเช้าก็นอนยาวเลยครับ ตื่นมาตามมื้ออาหารตอนเที่ยง ก่อนจะไปกลิ้งอยู่ร้านกาแฟบรรยากาศชิว ๆต่ออีกราวชั่วโมงเศษ แล้วกลับมารอดูการ์ตูนตัวเองที่โรงแรม คืนนั้นตาม step เที่ยว ผมก็ไป U-Bar ครับ คืนนี้มีคอนเสิร์ต BoydPod มาเล่น คนตรึมเลย ก็ถือว่าขำๆฟังเพลงชิว ๆยันตี 1
ไอ้ที่อยากเล่าคือวันถัดมานี่แหละครับ ผมไปถึงสุราษราวเที่ยง ทานบุฟเฟ่ขนมจีนเสร็จก็นอนเอาแรงจนเย็น ค่ำนั้นก็ฟาด seafoodแบบบ สั่งกันลืมตาย สามคน 9 อย่างจนแน่นไปหมด แล้วโปรแกรมเด็ดก็เริ่มขึ้น จากการแนะนำของพี่ co-pilot ว่าที่นี่มีการล่องเรือชมหิ่งห้อย สวยมากๆ ผมก็เอาเลยสิครับ
คนที่ร่วมขบวนมีแค่ผมกับพี่แอร์อีกคนไปด้วยกัน เริ่มจากการโทรนัดให้เรือมารอเราตอนสามทุ่มที่ท่าน้ำ แล้วนั่งสามล้อไป ระยะทางใกล้โรงแรมมาก เรือของที่นี่เป็นเรือยาวเครื่อง นั่งได้แถวละ2-3 คนครับ ตอนแรกพวกเราว่าจะเหมาลำกันไปชิว ๆ แต่มีวัยรุ่นแถวนั้นอยากไปด้วยเลยมีสมาชิกเพิ่มอีก 6-7 คนได้
กติกาการดูหิ่งห้อยนะครับ อย่างแรก อย่าส่งเสียงดัง อย่าใช้แฟลชถ่ายรูป อย่าไปจับต้นไม้ (อันนี้พี่ ภาณุ มัคคุเทศก์ของเราเฉลยว่า เพราะเราไปมืด ๆไม่รู้ว่ามีอะไรในพุ่มไม้มั่งน่ะครับ) หลังฟังกติกากับวมเสื้อชูชีพเสร็จ เราก็เริ่มล่องไปตามแม่น้ำตาปี พี่เจ้าของเรือ แนะนำ จุดต่าง ๆ เช่นฐานทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก (แล้วกรูก็เห็นอีกแล้ว โอยเบื่อ..) , บ้านนกนางแอ่น ที่เปนบ้านสำหรับนกจริงๆ สูง สามชั้น ,…etc โชคดีเป็นของพวกเราครับ ที่คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด การมองหิ่งห้อยจึงชัดมาก
พี่เค้าเล่าให้ฟังว่า หิ่งห้อยในประเทศเรานั้นมีกว่า 50 สายพันธ์ และสายพันธ์ที่สุราษนี่ก็ตัวใหญ่กว่าที่ฮิต ๆอย่างอัมพวา อีกแน่ะ นั่งเรือไปได้ไม่นานพวกเราก็ได้พบสิ่งที่รอครับ ตามต้นลำภู ต้นสน หรือแม้แต่ต้นมะพร้าวข้างทางมีพวกมันเยอะมากครับ ตามต้นเยอะจนเหมือนไฟคริสมาสต์เลยทีเดียว สวยแบบบรรยากาศไม่ถูกเลย ไฟจากในเมืองที่อยุ่ไกล ๆส่องฟ้าให้เรามองกันในความมืดสะดวกตา ลมเย็น ๆของแม่น้ำตาปียิ่งทำให้สดชื่น บรรยากาศดีมากครับ
หิ่งห้อยนั้นจะกระพริบไฟหาคู่ครับ สังเกตเพศของมันได้ง่าย ๆ ตัวเมียจะกระพริบไฟช้า ๆ แต่ตัวผู้จะถี่เพื่อดึงดูดตัวเมีย ในระยะเวลาอายุที่ส่องแสงได้เพียง 2-3 อาทิตย์ของพวกมัน ตัวเมียจะมีตัวผู้ตัวเดียว แต่ ตัวผู้จะผสมพันธ์ได้เรื่อย ๆ ว่ากันว่า หากใครโดนหิ่งห้อยเกาะแปลว่าจะเจอเนื้อคู่ครับ
เรือพาเราไปจอดเกยหาดตรงดงต้น สำลีงา ต้นไม้สมุนไพรชาวบ้านนิยมมาทำยาแก้ปวดเมื่อย บำรุงผิวพันธ์ กลิ่นจาง ๆที่ผมเพิ่งรู้จัก เราเดินดูพวกมันกันที่หาดกันสบาย ๆ แล้วที่คาดไม่ถึงคือผมเป็นคนเดียวที่มีหิ่งห้อยมาเกาะน่ะสิครับ แบบนี้จะต้องรอพิสูจน์แล้วว่าจะเป็นจริงเมื่อไหร่ ราคาตลอดการเดินทางเหมาลำแค่ 300 บาท ครับ กับเวลาแสนสุข สัมผัสธรรมชาติกว่าชั่วโมงครึ่ง นับว่าถูกมานะครับ คืนนั้นด้วยบรรยากาศริมน้ำชิว ๆ ผมกับพี่หนูก็นั่งร้านกาแฟ กินโรตี+ชา กันต่อจนเริ่มดึกค่อยกลับ ไม่คิดว่าจะได้พักผ่อนแบบนี้เลยดีจัง
___________________________
Tips
Grave of the Fireflies : animation สุดคลาสสิคจาก Ghibi Studio ที่หลายคนจะรู้จักจากเรื่อง Spirited Away (animation ญีปุ่นที่คว้าออสการ์เมือหลายปีก่อน) เรื่องนี้เป็นผลงานต้น ๆของ อจ. Hayao Miyasaki เลยครับ กับประเด็นความโหดร้ายของสงคราม ที่ไม่หนังส่วนใหญ่ไม่เคยพูดถึง เรารู้กันว่าสงครามมีคนตายมากมาย แต่คิดบ้างมั้ยว่าเมื่อสงคราจบลงความโหดร้ายแบบไหนที่เหลืออยู่ การ์ตูนเศร้าเรื่องนี้ถ่ายทอดผ่านพี่น้องสองคน ที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในสภาวะการนั้น พี่ชายที่ต้องปกป้องน้องน้อย จากความยอดอยาก ทำเอาคนเสียน้ำตามานักต่อนักแล้ว ใครชอบอนิเมชั่นข้อคิดดีๆ ไม่ควรพลาดอย่างสิ้นเชิงครับ 2월 16일 Charlie Wilson’s War : อัพ space ครั้งแรกของปีนี้Charlie Wilson’s War : อัพ space ครั้งแรกของปีนี้
ไม่ได้มาอัพสเปซเลยเป็นเวลากว่า มีเรื่องที่อยากเขียนหลายเรื่องครับ นอกจกาเรื่องของตัวงานแล้ว เรื่องส่วนตัวอัพเดทข่าวย่อย เนื่องจากเขียน
`___________________________________________________________
Tips Charlie Wilson’s War (2008) 11월 30일 Secret + Love @ SIAM : ลมหนาวโชยมา กับเวลาพักที่น้อยลงทุกวัน ~เฮ้อ~Secret + Love @ SIAM : ลมหนาวโชยมา กับเวลาพักที่น้อยลงทุกวัน ~เฮ้อ~
ขอคั่น เรื่องผี part II ด้วย Blog ปกติซักหน่อยนะครับ เนื่องจากไม่ได้พิมพ์มาลงนานแล้ว ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา จริงๆก็มีเรื่องเล่าเยอะพอดูครับ แต่ด้วยความที่เหนื่อยและงานรุมเร้ามากเหลือเกินผมจึงไม่ได้ลง blog เลยในช่วงที่ว่า ไม่ใช่เพียงแค่ blog เท่านั้น กับเพื่อนสนิทโรงเรียนเก่า ที่ปกติหาเรื่องนัดกันอยู่ทุกเดือน ก็ไม่เจอหน้ากันมาจะสองเดือนแล้วด้วยซ้ำ คนที่จะได้เจอหน้ากันบ่อยสุดตอนนี้ก็คงเป็น ‘So เชี่ยว Team’ แหละครับ ^^
ทริปแนะนำที่เที่ยว-ที่กินแบบที่นัตตี้และเพื่อนบางคนชอบแซว จริงๆก็อยากจะเอาทริปที่ไปโอซาก้า เดือนก่อนมาลง รวมทั้งร้านใหม่ ๆที่ไปทดสอบมาเพิ่มจากเกาหลีอีก แต่ต้นเดือนหน้าผมก็จะมีโอกาสไปทั้งสองที่อีกรอบ คงรวมไว้คราวเดียวกันเลยดีกว่า (ญีปุ่น กับ เกาหลีนี่มาติดกันทีไรเงินเกลี้ยงกระเป๋าไปครึ่งเดือนทุกที เฮ้อ...)
เดือนที่ผ่านมา ผมเองก็หัวปั่นกับการเตรียม Defense Proposal ของโปรเจคจบปริญญาโทซะเหนื่อย ไหนจะเตรียมงาน W28 และบริษัทออกาไนซ์ที่เปิดกับเพื่อน-รุ่นน้องอีก ทำเอาแทบไม่ต้องไปไหนเลย ( Jim-Tha-Luck ขอโทดนา ที่ไม่ได้ไป on field ด้วยเลยว่ะ เวลางานเข้ากรูมีฟไลท์ทุกทีเลย T_T ต้องประหยัดวันลาไว้งาน W28 อ่า )
ทริปที่สนุก ๆที่ผ่านมาก็ที่ทีมSocial ยกพลกันไปถล่มบ้านของแม็กที่พัทยาละครับ (สมาชิกร่วมทริปคราวนี้มี ผม หนึ่ง จิ๋ว สแตมป์ แก้ม เอก วิค ไผ่ บี๋ แมก จิม) หลังจากไปสำรวจดูสถานที่กันจนครบ วาระการเที่ยว-กินและสังสรรค์ก็ตามมาตามคาด ปิ้งบาบีคิว-ซีฟู้ด กินเหลา เล่นเกม ร้องเพลง กันตามเรื่องยันเช้า ก่อนจะลากเหล่าพวกกลัวผีเข้าโกดังผีไปรอบ ตกเย็นก็ไปแข่ง เพ้นท์บอลกันต่อจนหมดแรง ...รายละเอียดรอชมจากอัลบั้มเร็วๆนี้ครับ
ลอยกระทงไปไหนกันมามั่งรึเปล่าครับ ของผมนี่ทรหดอดนอนมาก ก่อนวันลอยกระทง พ้มขน text book ไปเตรียมสอบที่อินเดีย ลงฟไลท์แต่เช้าด้วยความง่วงสุดแสน ก่อนจะนอนไป 2 ชม. แล้วไปติวสอบต่อที่มหาลัย ตกเย็นไป brief งานให้น้อง ๆที่มาสมัครเป็น MC อีก พอเริ่มค่ำ ผมกับจิ๋วก็แอบแฝงไปเป็น ก.ข.ค.ง.จ. ของเป้งและแฟนแถว เอมโพเรียม ไอ้คุณน้องเป้งพาไปทานราเม็งแถวนั้นชามใหญ่ใช้ได้เลย เล่นเอาอิ่มสุด ๆ ก่อนพวกเราจะย้ายสังขารไปลอยกระทงกันที่สวนเบญฯ พร้อมซื้อไฟเย็นมาจุดเล่นกันสนุกใหญ่ จนมีคนมาถามที่ซื้อจากเราเป็นระยะ (ทั้งที่คนขายมันห่าไงปแค่ 10 ก้าวเนี่ยนะ
วันถัดมาตอนเช้าผมหอบหนังสือตั้งใหญ่ไปสอบ comprehensive 6 วิชา 3 ชม. ที่มหาลัย เขียนกันมือหงิกไปเลย พอตกบ่าย ‘So เชี่ยว Team’ ส่วนหนึ่งก็พากันไปถ่ายรูปที่ U-Smile สยามกันตาม request ของแก้ม (เดี๋ยวนี้ฉากมันลาวโคตรอะ ฉากดีสุดคือฉากขาว ที่เหลือเด๋วต้องตัดต่อเอา) ก่อนจะไปดูหนังที่ผมรอมาพักใหญ่อย่าง ‘รัก...แห่งสยาม’ ของผู้กำกับที่ผมว่าฝีมือเยี่ยมคนนึงในประเทศเลย ( ผลงานที่ผ่านมาของ ผกก. คนนี้คือ คนผีปีศาจ (หนังที่สร้างอารมณ์หลอนในดรงได้ดีกว่ที่คาด) – 11earthcore – 12 begin -13เกมสยอง –รวมถึงบทหนังเรื่อง บอดี้ ศพ#19 หนังที่ผมยอมรับว่าบทหนังสยองที่ดีสุดของหนังไทยในรอบ 10 ปีเลย ) ก่อนจะไปหารือเรื่องงานต่อ แล้วไปซื้อของตามที่กะเอาไว้ที่ Central World
พิมพ์ไปพิมพ์มาชักยาวแฮะ เรื่องเล่าก็เรื่องเยอะขึ้น เอาเป็นว่า มาเล่าต่อ space เดือนหน้านะครับ
______________________________________________________________________________________
Tips
Secret
Love at SIAM : รัก...แห่งสยาม (2007) : หนัง ดราม่า-รัก ที่บทดีที่สุดในรอบปีสำหรับผม (ไม่นับบอดี้ ที่ครองตำแหน่งแนวระทึกขวัญไปลแว โดนคนเขียนบทคนเดียวกัน สุดยอดปะละ) ผมรำคาญหลายคนที่พอรู้ว่าเป้นหนังเกย์แล้วร้องยี้จนพลาดไม่ดู ทั้งที่หนังมันมีอะไรมากกว่านั้นมาก และพลังดาราอย่าง สินจัย-กบ ทรงสิทธ์ที่สุดยอดมาก ๆ เรื่องนี้เกิดตามชื่อครับ เรื่อง รัก ไม่ใช่แค่คุ่รัก หากแต่เป็นรักหลากหลายแบบ ทั้งแม่ ลูก พ่อ เพื่อน ... เรื่องราวเกิดขึ้นจากเพื่อนบ้านวัยเด็กคู่หนึ่ง คนแรก โต้ง-มีครอบครัวอบอุ่น แม่-สุนีย์(สินจัย) พ่อ-กร(กบ ทรงสิทธ์) และ พี่สาว(พลอย ไลลา) จนเมื่อวันหนึ่ง พี่สาวหายสาบสูญไป ทุกอย่างจึงเป็นดั่งฝันร้าย พ่อติดเลห้าเฝ้าโทษตัวเองและรอลูกสาว แม่ต้องทนเหนื่อยประสานรอยร้าวในครอบครัว ตัวโต้งเอง แม้จะได้คบกับสาวที่สวยที่สุดอย่างโดนัท แต่ก็ยังเหมือนมีอะไรขาดหายไป อีกด้านมิว-หลังแยกกับเพื่อน เติบโตมาด้วยการสูญเสียญาติเพียงคนเดียวและต้องเจ็บกับความเหงามานาน ก็ได้ร่วมวงดนตรีกับเพื่อนจนต้องพบโจทย์ใหม่คือการแต่งเพลงรัก ทั้งที่ตนไม่เคยมีความรักแม้ว่าหญิงเพื่อนข้างบ้านจะพร้อมมอบให้แต่เขาก็ไม่เคยได้สัมผัสมัน และเมื่อเพื่อนเก่าทั้งสองมาพบกันอีกครั้ง และโต้งได้พบกับ จูน(พลอย ไลลา)ผู้จัดการวงของมิวที่หน้าเหมือนพี่ที่หายไปจนจ้างเธอมา ช่วยประสานรอบร้าวที่บ้าน ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปจากการกลับมาพบกันและชีวิตทั้งหมดที่เดินทางวนเวียนในย่าน Siam Square ที่เราคุ้นเคย การเรียนรู้ เติบโตของแต่ละคนจึงเริ่มขึ้น เพลงในเรื่องทั้ง 5 เพลง เพราะมากครับความหมายดีด้วย อยากให้ลองฟังกัน ไว้ผมจะเอาเนือ้มาโพสให้อ่านตรง comment นะครับ แล้วลองมาดูกันนะครับว่า ‘การที่เรารักกัน มากจนทำร้ายกัน’ อย่างที่จูนพูดในหนัง หรือ ‘ที่ใดมีรัก ที่นั่นย่อมมีหวัง’ ประโยคเด็ดของเรื่องมันจริงรึเปล่า .... 10월 20일 1408 : เล่าเรื่องผี!? Part 11408 : เล่าเรื่องผี!? Part 1
*** space นี้ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างแรง ***
จากที่รับปากไปเมื่อ space คราวก่อน มารอบนี้ผมคงต้องเล่ามั่ง ก่อนจะโดนไอ้น้องจิมเอาไปเผาซะจนผมดูเป้นคนอันตรายไปก่อน เหอๆ
ที่มาที่ไปก็แปลก ๆ อยู่ ผมเคยได้ยินคนพูดกันว่า คนเกิดวันจันทร์จะมองไม่เห็นอะไรที่ไม่ปกติพวกนี้ ซึ่งผมเองก็ฟังมาเฉยๆ แล้วก็คิดว่าคงจริง กอปรกับการที่ผมว่าผมก็หัววิทย์พอดู ถ้าไม่เจออะไรจังๆก็ไม่ค่อยจะเชื่อซะด้วย ตั้งแต่เด็กๆมา อะไรที่คิดว่าเห็นชัดๆครั้งเดียวก็ผ่านมานานจนผมคิดว่าตาฝาดไปเอง ก่อนจะมารู้ในหลายปีให้หลัง หลังจากที่ได้พบเจออะไรพวกนี้อีกเยอะว่ามันไม่ใช่ตาฝาด....
พูดถึงการเจออะไรแปลก ๆรอบแรกก็ต้องย้อนไปสมัย ป.4 เหตุเกิดที่โรงเรียนช่วงเย็น เพื่อน ๆคงพอรู้ว่าผมจบจากโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ และหลายคนอาจจะเคยได้เข้าไปเห็นแล้ว ที่จะพูดถึงเป็นอาคารที่อยู่กลางโรงเรียนซึ่งเป้นห้องสมุด+ห้องประชุม+ห้องวัฒนะรรมแลกเปลี่ยน เย็นวันนั้นผมเดินเลียบด้านข้างอาคารเพื่อไปยังอีกตึกในเวลาเย็นเป็นพิเศษเนื่องจากต้องรอพ่อผ่าตัด (พ่อผมเป็นหมอนะครับ อย่าคิดอะไรในทางอื่นแบบที่หลายคนทำหน้าตกใจ เวลาบอกพ่อผมผ่าตัดละ) ทีนี้ไอ้ผมเดิน ๆไปก็มองทางด้านหน้าไปตามปกติ ซึ่งข้างหน้าผมห่างไปราว 25 เมตร เป็นช่วงหน้าต่างของห้องโครงการแลกเปลี่ยนที่พูดถึง ผมเห็นมือยื่นออกมาแล้วกวักเรียกคนในอีกทิศ โดยผมตีความว่าอาจารย์คงกวักมือเรียกนักเรียนที่อยุ่สนามบาสระหว่างอาคาร 3 และ 4 ที่อยู่ห่างออกไป ก็มองตาม แต่มันไม่มีใครนี่สิ พร้อมๆกับที่สมองเริ่มตีความใหม่ ว่าเวลานั้นห้องโครงการฯปิดแล้ว ไอ้หน้าต่างนั่นนอกจากจะปิดแล้วยังมีเหล็กดัดซะด้วยสิ !!! พ้มก็เผ่นสิครับ จากนั้นก็เฝ้าบอกตัวเองเรื่อยมาว่าตาฝาด ๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบสิบปี ผมเริ่มเข้ามหาลัยและเจออะไรแปลกๆมากขึ้น จึงเริ่มมาคิดใหม่ก่อนเล่าให้เพื่อนคนนึงฟัง เพื่อนผมบอกว่า........เออ เราก็เคยเจอเหมือนกัน ได้ยินว่ามีคนเห็นแบบนี้หลายคนแล้วด้วย ...-*-
มาว่ากันเรื่องประสบการณ์พวกนี้ที่เริ่มมาแบบ Non-stop กันดีกว่า ทุกอย่างมันเริ่มตั้งแต่ผมเข้ามาเรียนเอแบคนี่แหละครับ เรื่องส่วนหนึ่งก็จากสโมสร-องค์การนักศึกษา ตึกที่มีดีกรีความเฮี้ยนระดับสูงตึกหนึ่ง ถ้าให้เล่าผมคงต้องร่ายยาวแน่ ดังนั้นมาเริ่มกันด้วยเรื่องอื่นก่อนดีกว่า เรื่องนี้อาจจะดูเวอร์ซักนิด แต่ confirm นะครับว่าจริง
สืบเนื่องจากหลาย ๆคนคงรู้ว่าหน้าอย่างผมเนี่ยเคยเล่นละครเวทีกะเค้าด้วย เรื่องแรกนี้ก็เกิดจากการที่ผมต้องไปเก็บตัว เทรนนักแสดงนี่หละครับ ตามปกติหากพวกคุณไปค่าย ทุกค่ายมักจะมีผู้นำไหว้เจ้าที่เจ้าทางในคืนแรกถูกมั้ยครับ แต่ถ้าไม่ใช่ค่าย เป็นแค่สัมนา หรือ Training ไม่มีแน่ครับ แล้วงานนี้ก็เป็นเช่นนั้น ค่ายนี้ประกอบด้วยคนสองกลุ่มคือพวกนักแสดงที่มาเทรนกับอีกกลุ่มที่มาเทรน MC ซึ่งมหาลัยจัดให้มาพร้อมกัน คืนแรกที่มาถึง เรามายังรีสอร์ทแห่งนี้กันตอน ห้าทุ่มกว่า ๆเห็นจะได้ (ชื่อรีสอร์ทขอสงวนไว้เพื่อไม่ให้ถูกฟ้องนะครับ ใครอยากรู้มาถามผมละกัน บอกได้แค่ หลายๆมหาลัย-บริษัท มาใช้ที่นี่จัดกิจกรรมบ่อยมาก)
ตึกที่เราพักแบ่งเป็น 4 ห้อง ด้านบน-ล่าง หน้า-หลัง พวกผมนอนห้องล่างด้านหลังหันออกทุ่งโล่ง ๆ ด้วยความคิดพิเรนท์ของผม ถึงห้องปั๊บก็กะจะหาอะไรเล่นเลย (ก่อนจะไหว้เจ้าที่ ซึ่งปกติผมไหว้ตอนจะนอน) เลยชวนเพื่อนร่วมห้องอันได้แก่ไอ้คุณทีเจ ไอ้น๊อต(นี่การพบกันครั้งแรกของผมกะมัน) + ร่นพี่อีกคน เอาชุด บูกี้แมน (ฆาตกรในเรื่อง Scream) และมีดปลอม ที่ผมเคยใช้ถ่ายหนังสั้นตอนม.6 ไปแกล้งผู้หญิงที่พักห้องบนด้านหน้า พวกเราเฮละโลไปโนมีทีเจแบกกล้องตามไปติด ๆ พอเคาะห้องแล้วผู้หญิงเปิดออกมา เสียงกรี๊ดก็ดังสุดๆสิครับ แถมพวกผมยังวิ่งไล่ลงไปวิ่งกันต่อในสนามข้างตึกอีก ผมเงอรุ้สึกตัวว่าเสื้อขาดๆที่หลังแต่คิดว่าเกี่ยวกิ่งไม้จึงไม่คิดอะไร ก่อนจะเข้านอนไปตามปกติและอยู่ค่ายเหมือนไม่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อย่าคิดว่าที่เล่ามาจะจบง่ายๆนะครับ ประเด็นมันอยู่ที่พอกลับจากค่าย ทีเจเอารูปไปล้าง (กล้องฟิล์ม)
เรื่องผี ๆ มีอีกเยอะมากเพราะให้นับผมก็นับไม่ถ้วนว่าเจอไปกี่ครั้ง ทั้งเดี่ยว ทั้งหมู่ ผมจะทยอยมาเป็น part ๆ ให้ติดตามละกันครับ ... ____________________________________________________________________________________________________
Tips
1408 (2007) : หนังจากเรื่องสั้นของนักเขียนชั้นนำอย่าง Stephen King ที่นำเอาดาราระดับเยี่ยมอย่าง John Cusack และ Samuel L Jackson มาเจอกัน เรื่องว่าด้วยนักเขียนหนุ่มที่ไม่เคยเชื่อเรื่องผีสาง แต่มักจะชอบพาตัวเองไปพักในห้องที่ขึ้นชื่อเฮี้ยนสุด ๆเพื่อเอามาเขียนเรื่อง จนเมื่อวันนึง postcard เขียนสั้นๆว่า ‘do not enter 1408’ ส่งมาถึงเขา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จากประวัติของห้องนรกที่คร่าชีวิตคนไปกว่า 56 คนในเวลาไม่ถึงร้อยปี และคำเตือนของผู้จัดการโรงแรมที่ขอร้องแกมบังคับไม่ให้เขาเข้าพัก ก็ทำให้เขาอดท้าทายไม่ได้เมื่อจะต้องเจอคำท้าที่ว่า ไม่เคยมีใครอยู่ในห้องนั้นได้เกิน 1 ชม. ...หนังเล่าเรื่องง่าย ๆด้วยมุมมองน่าสนใจ ความน่ากลัวและบรรยากาศไม่น่าไว้ใจ รวมถึงการนำเอฟเฟคมาเล่นแบบไม่จำเ)นต้องมีเลือดเน่าแบบหนังส่วนใหญ่ทำความแตกต่างได้ดีเลยครับ ใครอยากพบกับห้องหนึ่งห้องที่ไม่ใช่แค่ ผี วิญญาณ แต่เป็นระดับ ‘evil fuck’in room’ ละก็เชิญทอสอบครับผม 9월 11일 Code Geass ~Lelouch the rebellion~ : เดือนแสนวุ่น
เรื่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้ขอยกยอดไปก่อนนะครับ บอกได้แต่ประสบการณ์การต่อราคาที่ดุเดือดในการซื้อของที่นั่นสนุกมาก ได้ไปในบรรยากาศเหมือนหนังจีนของสวนอื้อหยวน 400 ปี อีกคาดว่าจะอัพลงเป้นอัลบั้มพร้อมคำบรรยายง่ายกว่า
เดือนนี้เป็นเดือนปิดเทอมของเพื่อน ๆที่เรียนเมืองนอก และเป็นเดือนเดินทางของอีกหลาย ๆคน ถ้านับที่เพื่อนรอบ ๆตัวผมก็หลายคนพอดู ไล่จากคนที่กลับมาไทยชั่วคราวอย่าง นัท ที่เอา iPhone มาโชว์สร้างกิเลสให้ผม, สุเมธ ที่กลับมาพร้อมของฝากสวย ๆจาก Squre-Enix shop, รันที่ไม่เจอมานาน, สรณ์กลับมาเล่นเกมเมืองไทยแทนฟินแลนด์ ไหนจะเพื่อนที่จะไปเรียนต่ออย่าง ไอ้Knothที่ไปจีน, Big ไปต่ออังกฤษหลังกลับบจากเยอรมัน (ฟิตโคตร) และที่ขาดไม่ได้ น้ำเพื่อนสนิทผมจะไปต่อออสเตรเลียอีกคน ทำให้เดือนนี้มีการนัดเจอเลี้ยงรับ-เลี้ยงส่ง กันตลอดเวลา ไหนจะเลี้ยงวันเกิดผมกับเพื่อนสองกลุ่มย้อนหลังอีก...
ด้วยการที่มีเพื่อนไปๆมาๆเยอะ งวดนี้ผมกับเพื่อนแก๊งสาธิตฯเลยนัดไปถ่ายรูปกันเก็บเป็นที่ระทึก เอ้ย ระลึกตาม album ล่าสุดที่ลงไว้ครับ สนใจทัศนาได้
งานรอบ ๆตัวผมก็นนับวันจะประดังประเดกันมาไม่ขาดสายเหมือนกัน ไหนจะเรื่อง Research Project ที่โดนเปลี่ยน advisor แล้วต้องเพิ่มรายละเอยดเยอะขึ้นมาก ไหนจะเรื่องเตรียมงาน World Debate ที่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าตอนแรกอีกเยอะ แถมงานประจำก็มีการ train เครื่องใหม่ (boeing 777)
เหมือน ๆจะบ่นแหลกเลยแฮะ Blog คราวนี้ ตอนนี้ผมเริ่มคิดแล้วสิว่าจะอัพอะไรเป็นเรื่องต่อไปดี หลังจากที่คิดเล่น ๆไว้ แล้วโดนไอ้น้องตัวดีบางคนเอาผมไปเผาเรื่องเห็นผีใน blog ตัวเองไปสองรอบ ผมเลยว่าจะเอามาเขียนมั่งดีกว่า เพราะหลังจบเอแบคมาแล้วเจอน้อยลงก็จริง แต่พอไปไหนมาไหนบ่อย ๆ เรื่องพวกน็ยังวนเวียนกลับมาให้เห็นอีกอยู่ดี space หน้าคงพิมพ์เร็วๆนี้ว่าด้วยเรื่องประหลาดดังกล่าว รออ่านกันนะครับ ________________________________________________________________________________________
Tips
เดือนนี้ขอแหวกแนวเอาชื่อมาจาก Anime ที่ผมกำลังติดงอมแงมช่วงนี้มาแนะนำแทนนะครับ
Code Geass ~Lelouch of the rebellion~ (2007) : anime เรื่องดังที่ติดช้อปชาร์ตของปีนี้ ด้วยผลงานการทำ Character design ของกลุ่ม CLAMP กับเรื่องราวที่ชวนให้หนักหัวแถมลุ้นสุด ๆแบบที่ anime ช่วงหลัง ๆไม่ค่อยได้ทำ เรื่องราวเริ่มจากการที่ประเทศญี่ปุ่นในอนาคตถูกประเทศมหาอำนาจใหม่อย่าง Brittania เข้ายึดครองและตั้งชื่อให้ว่า Area 11 พร้อมเรียกคนในประเทศเป้นตัวเลขดังกล่าว เด็กหนุ่มสองคนเพื่อนรักที่มีอดีตพัวพันกับสองประเทศต้องพบชะตากรรมสุดโหด คนแรก Lelouch ได้พบกับสาวน้อยปริศนา C.C. และได้รับอำนาจพิเศษ Geass ที่หากสบตาใครก็สามารถสั่งการให้คนๆนั้นทำได้ทุกอย่างตามต้องการ เขาจึงปวารณาตนเองเป็น Zero ผู้นำของ Order of the Dark Knight กองกำลังปฏิวัติ ผิดกับเพื่อนอีกคน Sururugi ที่กลายไปเป็น White Knight อัศวินของ Brittania ที่ได้ขับหุ่นยนต์รุ่นใหม่อย่าง Lanceslot เข้าห้ำหั่นกับเหล่ากบฏ.... หลายคนคงคิดว่านี่เป็นเรื่องสงครามธรรมดาพร้อมแฟนตาซี แต่อย่างคิดว่ามันปกติครับ เพราะเรื่องนี้มีการหักมุมสุดโหดให้คนดูได้แต่กระพริบตาปริบ ๆกับชะตากรรมของบรรดาตัวละครอย่างคาดไม่ถึง .......เหมือนผมที่จะลงแดงตายรอ season 2 อยู่เนี่ยแหละครับ......ลิขสิทธิ์ในไทยมีคนซื้อไปแล้วอีกไม่นานคงมีวางแผงครับ 8월 6일 Ever Land Trip : เที่ยว Ever Land - วันเกิดปีที่ 24Ever Land Trip: เที่ยว Ever Land – กับวันเกิดปีที่24
คราวนี้ up space เพื่อเล่าทริปที่ผ่านมาตามสัญญานะครับ ช่วงนี้ผมเริ่มสังเกตุเหมือนกันว่า space ผมจะเน้นเรื่องเที่ยวมากกว่าเรื่องอื่น จนจะกลายเป็นspaceนำเที่ยวแบบที่นัตตี้ว่า อืมเอาเหอะ ยางไงก็ลงไว้ขำ ๆต่อละกันครับ
คราวนี้หลัก ๆก็เรื่องที่ไปเกาหลีรอบสองครับ ไปคราวนี้มีเพื่อนผมไปด้วยอีกคนคือ ไข่ไก่ พวกเราเดินทางออกจากเมืองไทยคืนวันที่ 30 ไปถึงเช้าตรู่วันที่ 31 เข้าโรงแรมและรีบเปลี่ยนชุดเพื่อเดินทางกันอย่างรวดเร็ว ระหว่างให้สาว ๆเค้าไปเปลี่ยนเสื้อ ผมก็ไปสอบถามการเดินทางจาก counter โรงแรม (พวกเราพักที่ Best Western Incheon Airport Hotel ครับ) ไอ้คุณ front ก็น่ารักเหลือเกิน แนะนำการเดินทางขาไปแล้ว ผมก็ถามว่าเที่ยวเสร็จจะไป Myeong-Dong ยังไงเร็วสุด (2สาวจะไปช้อบต่อ) แกก็เล่นบอกว่าต้องกลับมาที่นี่แล้วไป ซึ่งฟังแล้วทรหดเกินครับ ผมเลยตัดสินใจว่าไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า 555
ทริปนี้มี 5 คนครับ ผม ไข่ไก่ พี่แจน แล้วก็พี่ Co-pilot อีกสองคนคือ พี่กริช กับ พี่จุ้ย ที่เทรนบินอยู่ไปเที่ยวด้วยกัน เราเริ่มด้วยการนั่งรถกลับไปที่ Airport แล้วนั่งรถ Limousine bus ไปที่ Young-In Bus station ซึ่ง โชคดีที่ตอนซื้อตั๋วมีลุงเกาหลีคนหนึ่งเห็นเราพูดเกาหลีไม่ได้เลยอาสานำทางให้ เพราะตาลุงแกก็จะไปต่อรถไปตีกอล์ฟกะเพื่อนต่อที่นั่นเช่นกัน ลุงแกน่ารักมากครับ ไปถึงสถานีก็พาเดินดูรถขาไป ขากลับเรียบร้อยเลย
เราต่อรถไปถึง Ever Land กันจนได้ ผม print ตั๋วเข้าสวนสนุกมาจากในเวปของ Ever Land ทำให้ลดราคาเข้าได้จาก 34000 won เหลือคนละ 31000 won ครับ ราคานี้รวมค่าเล่น non-stop ทั้งวัน น่าจะคุ้มสำหรับหลาย ๆคน ที่นี่จัดแบ่งเป็น Zone ๆเหมือน Disney Land ครับ (จากการที่เคยไปทั้ง Disney ที่ญี่ปุ่นและ อเมริกามา ทำให้ผมเห็นความเหมือนของผมและพี่แจนที่เคยไปเหมือนกันคิดว่า ...เลียนแบบนิหว่า...) ข้อแตกต่างอย่างหนึ่งคือที่นี่เป็นเขาครับ การเดินไปตามแต่ละ zone ที่นี่มีหลายวิธี ทั้เงดินตามปกติ เดินตามทางเลื่อน หรือแม้แต่นั่ง human sky คล้าย ๆลิฟท์ส่งคนเวลาไปลเนสกีครับ (เห็นแล้วนึกถึงตอนไป Grouse Mt. กะพวกได๋เลยหวะ)
ขนาดพวกผมไปวันธรรมดา คนยังเยอะใช้ได้เลย เครื่องเล่นแต่ละอันรอคิวกันราว ครึ่งชั่วโมงครับ หลังจากให้สองสาวที่ไม่ชอบไวกิ้งไปต่อแถวเครื่องแล่นอันหนึ่ง ผมกะพี่กริช และพี่จุ้ยก็ไปลองไวกิ้งขนาดยักษ์ที่อยู่ใกล้ ๆกันชิมลาง ความรู้สึกส่วนตัวมันไม่ค่อยจะหวาดเสียวเท่าไหร่ แต่ฝั่งตรงข้ามเป็นสาวเกาหลี กรี้ดลั่นเวลาไวกิ้งเทก็เพลินดีนะครับ ^^
เครื่องเล่นต่อไปที่อยากแนะนำคนที่มาคือ Eagle Express เราจะนั่งรถเหมือน Space Mt. ของ Disney Land แต่แทนที่จะพุ่งเข้าไปในโลกมืด ๆแบบนั้น เครื่องนี้จะพาเราพุ่งลัดเลาะไปในป่าครับ!? ลองนึกภาพว่าเหมือนเกาะเหยี่ยวพุ่งลัดเลาะไปตามป่าเหวี่ยงไปมาไม่รู้กี่รอบ มีต้นไม้ กิ่งไม้ ให้เฉี่ยวไปมา แถมมีเหวี่ยงจนเกือบตีลังกาอีก ทั้งไม่สั้นจนทุเรศเหมือนเครื่องเล่นในไทย สนุกใช้ได้เลยครับ
หบังทานของว่างแถวนั้นเราก็ไปเล่นพวกเครื่องเล่นเปียกน้ำ ที่เวลาพุ่งลงจากที่สูงไม่มีสายรัด ต้องเกาะเอาเองให้สยองเล่นกันอีกพัก ก่อนจะเดินเล่นไปตามส่วนต่าง ๆ ผ่านเข้า ปราสาทพ่อมด Oz ที่เดินฝ่ากับดักต่างๆเหมือนบ้านเครื่องเล่นในสวยสนุกที่บางแสนเมื่อก่อน ต่อด้วยไปต่อแถวบ้านปีซึ่งเลียนแบบ Disney มาชัด ๆแต่ทำได้ไม่ไฮเทคเท่า เสียเวลาไปเยอะเลยครับ
ในสวนสนุกมี zone สวยๆให้ถ่ายรูปเยอะ แล้วยังช่วงนี้ที่เป็นเทศกาล Summer Splash ของที่นั่น มีการฉีกน้ำ พ่นน้ำกันทั่วสวน ให้เย็นสบายครับ ของที่ระลึกชิ้นหนึ่งน่าเล่นมาก เป็นค้อน 1000ton ที่ผมเห็นแล้วนึกถึง city hunter ทันที แต่ดีไซน์ออกแนวอัศวินโบราณอัดลม น่าซื้อมากมาย แต่เจอไข่เบรกไว้ว่า ถ้าเอาขึ้นเครื่องระเบิดแน่ เลยอดไปตามระเบียบครับ (ของที่ระลึกหลายชิ้นน่าเอามาแอคท่าถ่ายรูปโคตร ๆอะ) เดินเล่นถ่ายรูปเล่นเครื่องเล่นพอเหนื่อยเราก็ออกเดินทางกลับกัน
รอบนี้แทบจะได้เป็นไกด์ทัวร์เลยผมไปไล่หาข้อมูลเดินทาง ถ้าจะให้สรุปขากลับสั้น ๆก็คือนั่งรถบัสจากท่ารุถไปที่ Jamsil เพื่อลง subway ขึ้นรถสาย 2 line สีฟ้าที่ตรงไปทาง Seangnae(215) แล้วไปลงที่ Dongdaemun Stadium ต่อรถสาย 4 Line ที่ตรงไปยัง Oido แล้วนั่งไปอีก 2 สถานีก็จะถึง Myeong Dong แหล่งช้อปปิ้งที่คุ้นเคยครับ ในด้าน Myeond Dong นั้นผมขอละไว้คร่าวๆเนื่องจากเคยเล่าตอนไปรอบแรกแล้วนะครับ เราไปทานอาหารญีปุ่นสไตล์เกาหลีที่ร้านในนั้น ก่อนจะพาพี่แจนไปส่งร้าน E’Tude ที่ราคาถูกกว่าไทย 4 เท่าและมีของแถมเพียบถูกใจสาวไทยหลายคน ก่อนที่ผมกับไข่ไก่จะแยกย้ายไปเดินซื้อของ จนไปบังเอิญเจอกันในร้านขายของ Design ที่สมุดโน้ตหลายเล่มถูกใจมาก ๆ ก่อนกลับผมก็วิ่งเต็มเหยียดไปซื้อของที่เล็งไว้จากฟไลท์ก่อนแถว Nondemung Market จนเกือบไม่ทันรถ
รอบดึกเรากินหมูใบไผ่กันอีกรอบครับ อร่อยเด็ดสะใจเหมือนเดิม ตอนเช้าผมลงมานั่งทานอาหารส่งเพื่อนที่กลับคนละฟไลท์พร้อม surprise กับการ์ดวันเกิดที่ไข่ไก่และพี่ ๆฟไลท์ขามาเขียนให้อีก ก่อนจะไปบิน via HKG กลับกรุงเทพ
วันเกิดปีนี้เหนื่อยพอดูเลยครับ ทำงานเต็มวันหลังเลี้ยงกับที่บ้านแล้ว วันถัดมามีงาน แถลงข่าว High School Debate ที่เอแบคอีก ตกเย็นผมเลยลากน้อง ๆในทีมกับเพื่อนที่เอแบคส่วนหนึ่งไปเลี้ยงวันเกิดกันที่ Immortal (ขอโทษถ้าผมชวนไม่ทั่วถึงน้า เพราะชวนกันแบบสดๆซะเยอะ เนื่องจากไม่มีเวลาอยู่เฉยๆเลย ส่วนแก็งสาธิตฯนัดกันคร่าวๆคงเลี้ยงปลายเดือนอีกรอบ) ได้การ์ดขำๆจากน้องๆมานิดหน่อย แต่ Karaoke แบบบ้าบอเต็มพิกัดนี่สนุกใช้ได้ แก็งสามสาว กะทิ-แก้ม-สแตมป์ ลุกขึ้นเต้นปะทะนักเต้นมืออาชีพอย่างโน๊ต กับป้ากมลาแบบแองจี้ อย่างฮา ไหนจะเซฮร์ไพรส์ว่า Jemi ร้องเพลงไทยได้อีก คืนนั้นก็เพลินใช้ได้ครับ ค่อยรู้สึกเมหือนมีเวลาพักจากช่วงเวลาแสนวุ่นนี่ซะที ถึงจะเป็นแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็เหอะ
ผมเองตอนนี้ก็เพิ่งกลับมาจากค่าย Leader Ship ที่กาญฯ แถมโดนไปต่อด้วยฟไลท์โหดข้ามคืนอย่าง Lahore ทำเอาแทบตาย ไว้จะทยอยเล่าต่อคราวหน้านะครับ
เนื่องจาก spaceค ราวนี้ยาวมากของด Tips รอบนึงนะครับ รูป Ever Land และ เอแบคกาญฯ จะทยอยเอามาลงเมื่อได้รูปนะครับ รอชมกันได้
Special Thx : เพื่อน ๆ พี่ ๆน้อง ๆ ที่ส่ง sms , e-card, การ์ด, ของขวัญ และ โทร มาอวยพรทุกคนมาก ๆครับ ^^ 7월 14일 Pan's Labyrinth : เที่ยวตามหาดภูเก็ต + ช้อปปิ้งต่อฮ่องกงPan’s Labyrinth : เที่ยวตามหาดภูเกต+ช้อปปิ้งต่อที่ฮ่องกง
หลังจากรอบที่แล้วลง Blog เรื่องที่ทีเดียวหลายแห่ง เลยดูจะยาวไปหน่อย คราวนี้ผมอัพเดทแค่ สองทริปที่น่าจะมีอะไรเล่าละกันครับ จะว่าไปช่วงนี้ก็เหนื่อยใช่เล่นแฮะ เรื่องงาน เรื่องส่วนตัวรุมกันจนปวดหัวเลย เฮ้อว่าแล้วก็อยากไปพักจัง ...
...เริ่มด้วย trip ที่ภูเก็ตกันเป็นอย่างแรกนะครับ บินภูเกตไปเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ให้ความรู้สึกว่าเหมือนไปพักผ่อนมากกว่าทำงานจริง ๆ เนื่องจากวันแรกเหนื่อยที่บินหลายตุ้บก็จริง แต่พอไปถึงภูเก็ตราวบ่าย 2 โมงของวันการพักผ่อนของจริงก็เริ่มขึ้น ผมไปพักที่โรงแรมBoat Lagoon ที่ใกล้จะหมดสัญญากับบริษัทแล้ว และที่โรงแรมชื่อนี้คงเพราะเป็นลานจอดเรือยอร์ช เรือใบนานนาชนิด รวมทั้งขายด้วย ดูจากราคาแล้วถ้าไม่รวยจริงคงไม่ไหวแน่
ไปถึงด้วยความที่เรี่ยวแรงเหลือเฟือ!?
วันถัดมาเราก็เช่ารถจากแถวโรงแรมกัน ผมจำไม่ค่อยได้ว่ารถอะไร แต่ออกแนว 4WD รุ่นเก่า เหมาะกัยการลุยพอดู แล้วพี่ที่ไปด้วยกันคนนึงเป็นไกด์มาก่อน เราเลยได้อานิสงค์มีคนนำเที่ยวสบาย พวกเราขัยตระเวณไล่ไปตามแต่ละหาด ดูเมือง และชมวิวกันเป็นระยะ จนไปแวะเที่ยวที่แหลมพรหมเทพ ลมแรงมากครับ ถ้าผมเอารูปขึ้นจะเห็นเลยว่าเสื้อปลิวขนาดไหน ต่อมาเราก็แวะกินข้าวเที่ยง ส้มตำ-ไก่ย่าง ริมหาดราไวย์ ต่อด้วยเตรียมไปเล่น Surf ที่เนบอก ที่หาด กะตะ ไม่ก็หาดกะรน แต่คลื่นดันแรง เลยได้แค่เล่นน้ำทะลกับคลื่นยักษ์ สนุกสุด ๆครับ ก่อนกลับแวะกินร้านเบเกอรี่ที่หาดป่าตองอีก ทริปนี้คุ้มจริงๆ มาถึงโรงแรมยังมีเวลานอนพักอีกพอดูก่อนจะบินชั่วโมงเดียวถึงบ้าน เหมือนไปเที่ยวมาเลย
ทริปถัดมาที่จะเล่าคือ HKG (ฮ่องกง) ครับ คาดว่าเพื่อน ๆส่วนใหญ่คงเคยไปกันหมดแล้ว ยิ่งสาวๆไปช้อปยิ่งเชี่ยวแน่ ๆ ... เดือนนี้ผมไปมาสองรอบแน่ะ รอบแรกไปดมหมอน ตอนกลางคืนก็นั่งซดเบียร์กับพี่สจ๊วตสองคนกับพี่กัปตันอีกคน เปิดหนัง AV preview กันฮา ๆด้วย แถมขากลับได้ Krispy Kream อีกสี่กล่องใหญ่ ( 2กล่องเอาไปฝากทีม Social งาน World ครับ ) –ข่าวดีสำหรับบรรดาสาวก Krispy Kream ทั้งหลาย ตอนนี้ที่แอร์พอร์ตที่ฮ่องกงมีเปิดร้านไว้หน้าโรงแรมเลยครับ สะดวกมาก ๆ ไม่ต้องรอไปซื้อที่ อินชอน กับ ดูไบ แล้ว
ไปฮ่องกงรอบสองของเดือน คราวนี้สมชื่อการไป Shopping สุด ๆ ถึงแม้ตอนเมือ่ก่อนเวลาไปทเยวเองจะว่า ช้อปปิ้งเยอะก็เหอะ แต่ไอ้ 3-4 ครั้งตอนไปเองเมื่อก่อนไปอย่างมากก็ครั้งละไม่กี่ที่แถมต้องตามพ่อ-แม่เป็นหลักอีก คราวนี้สิอิสระของแท้ หลังจากไปดมหมอนที่ไทเปมาอีกรอบก่อนไปฮ่องกง ผมก็ตัดสินใจได้ว่า ผ้าห่มขนเป็ดจะต้องมาอยู่บนเตียงผมให้ได้ //สำหรับคนไม่รู้นะครับ ผ้าห่มขนเป็ด-ห่าน เป็นผ้าห่มที่นุ่มที่สุดเท่าที่ผมเคยใช้มา ใครไดลองติดใจแน่ครับ เมืองไทยขาย Queen Size 12000 บาท ที่ญีปุ่นก็ราว ๆ 20000 ต่อผืน เช้าหลังตื่นจากไทเป พวกเราก็เดินทางไปฮ่องกงในเวลาชั่วโมงนิด ๆ และเปลี่ยนชุดกันในเวลา 20 นาทีเตรียมพร้อมช้อปปิ้ง ทริปคราวนี้มีพี่ชื่ออาร์มเอา NDS ไปด้วย เวลานั่งรถไฟจาก airport ไปในเมือง พวกผมก็เล่นเกมกันเต็มที่เลยครับ มีพี่เป้ง พี่พิน พี่แป้งมาแจมด้วยสนุกคุ้มกับการขนมาเลย
เดินทางถึง Central พวกเราก็ไปต่อรถใต้ดินไปยัง Crossway Bay (ถ้าสะกดไม่ผิดนะ) เราเดินเล่นซักพักก่อนไปกินข้าวกัน บะหมี่ชามใหญ่มากอิ่มสุด ๆเลยครับ มีเมนูไทยด้วยร้านนี้ พอกินข้าวเที่ยงเสร็จเราก็เริ่มปฏิบัติการแยกย้ายช้อปปิ้ง ผมไปเริ่มที่ Toy ‘R Us ได้ของติดมือมาไม่น้อย + ของขวัญวันเกิดให้รุ่นน้องที่ชอบกันดั้ม ไป 2ราย แถมเดินแถวนั้นได้ หมีโหด ให้วันเกิด Dream พอดีอีกตะหาก จากนั้นก็เดินช้อปตามร้านต่าง ๆไปรอบ ๆ พร้อมกด กาชาปอง มาเล่นหลายอัน ถูกกว่าไทยสุด ๆเลย แล้วเดินไปสมทบพี่แป้ง พี่อาร์มดูสัตว์เลี้ยงก่อนจะไปซื้อขนมเตรียมขนกลับที่ supermarket แถบนั้น (ดันต่อแถวผิดไปต่อคิวกะอาซิ้มที่ซื้อของเหมือนจัดงานขึ้นบ้านใหม่ รอนานมาก ๆเลย)
ที่หมายต่อมาคือ Ikea ร้านของแต่งบ้านขนาดักษ์ที่เดินได้เพลินสุด ๆ และแล้วผมก็ได้ผ้าห่มขนเป็ดมาครองในราคาราว 4000 กว่าบาท ย้ำว่าถูกกว่าไทย 3 เท่า คุ้มสุด ๆ แถมยังไปเจอ ตุ้กตาโคมไฟน่าแต่งห้อง ที่หิ้วมาเป็นของขวัญวันเกิดหนึ่งแล้วหลายคนถูกใจอีก ผมเองก็กะจะไปเก็บให้ครบ 3 ตัวเหมือนกัน ^^
ต่อมาก็เดินทางไปยัง Mongkok ย่านช้อปปิ้งชื่อดังอีกแห่ง พวกเราไปทานร้านที่ชวนให้นถึง Mango Tango ที่สยามกันสุด ๆ เนื่องจากเมนูทุกชนิดที่นี่ทำจากมะม่วง และมีเยอะมาก ๆ ไม่ว่าจะ โมจิรสมะม่วงไส้มะม่วงสุกหวาน ๆ พุดดิ้งมะม่วงกับไอศกรีมอร่อย ๆ... ผมกับพี่อาร์มแยกไปยังตึกชื่ออะไรไม่แน่ใจ แต่บอกได้เลยว่าเป็นตึกของโอตาคุโดยเฉพาะ เนื่องจากตั้งแต่ชั้น B- 4 มีแต่ร้านขาย เกม กาตูนญี่ปุ่น โมเดลนานาชนิด กาชาปอง …etc ในราคาถูกสุด ๆ มีครบทุกเรื่องเลย เดินจนตาลายพักหนึ่งพวกผมก็ไปเดินเล่นย่านร้านค้าต่อ แวะทานข้าวร้านอาหารจีน แล้วไปยังส่วนที่เป็นเหมือน Night Bazaar ที่หัวหิน ต่อราคาได้เสื้อสวยๆมาอีก 3 ตัว ก่อนจะกลับถึงโรงแรมราวเที่ยงคืนครึ่ง แล้วนั่งดื่มเบียร์ ให้สาว ๆดวล NDS กันต่อถึงตี 2 วันถัดมาก่อนกลับก็แวะซื้อพวงกุญแจ Chip & Dale ตามที่เพื่อนฝากที่ร้าน Disney Shop ก่อนเตรียมตัวสัมภาษณ์น้อง ๆรอบสุดท้ายที่เอแบค พร้อมวันอันยาวนานที่ลากไปจบที่ร้านอาหารบรรยากาศดี ๆชื่อ New Stories ในเวลา 00.30 ของอีกวัน
Blog นี้ยาวอีกแล้วแฮะ คราวหน้าจะเล่า การไปเที่ยว Ever Land สวนสนุกที่เกาหลีกับไข่ไก่นะครับ ทริปนั้นจะไปสิ้นเดือนพอดี จะเอารูปมาฝากละกัน
PS. Congratulation นะเว้ย เบส ปอย เน ในที่สุดแก๊งเราก็รับปริญญาครบกันซะที
_________________________________________________________________________________________
Tips
Pan’s Labyrinth (2007) : หนังสเปน 3 รางวัลออสการ์ ผลงานของ อัลฟรองซัว กัวรองค์ ที่คอหนังหลายคนควรติดตาม ว่าด้วยเทพนิยายสำหรับเด็กที่ผมคิดว่าเด็กไม่ควรดูตามลำพังอย่างเด็ดขาดครับ เรื่องเริ่มจากการที่เด็กน้อยคนหนึ่งต้องย้ายตามแม่ไปอยู่บ้านของสามีใหม่ของแม่ที่เป็นผู้พันกองทหาร ขับไล่พวกปฏิวัติช่วงสงคราม แถมบ้านโรงโม่ริมป่ามี ทางวงกตโบราณอยู่ใกล้ ๆ แล้วเด็กน้อยก็ได้พบกับภูติตัวเล็กนำทางเธอพบกับเทพารักษ์ ที่บอกว่าเธอเป็นเจ้าหญิงจากโลกบาดาล วิธีที่จะกลับไปโลกเดิมเด็กน้อยต้องผ่านบดทดสอบ 3 อย่างซะก่อน ในขณะที่บทดทดสอบทวีความยากขึ้น เหตุการณ์รอบตัวเธอก็เริ่มหนักหนาสาหัสมากขึ้นทุกที แม่เธอท้องแก่ใกล้คลอดและป่วยหนัก กองกำลังปฏิวัติเริ่มปะทะทหารหนักขึ้น มิตรแท้คนเดียวของเธอดูจะเป็น เมอรซิเดส แม่บ้านที่เป็นสายให้กับกองกำลังปฏิวัติ นิทานสำหรับเด็กเรื่องนี้จึงเต็มไปด้วยอันตราย ผมไม่ขอเล่าจนตอนท้ายนะครับ ถ้ามีโอกาส อยากให้ได้ดูกันจริง ๆ หนังดีสมรางวัล แถมแพคเกต DVD ในไทยยังทำออกมาสวยราคาไม่แพงอีก ใครดุลแวมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ครับ
|
|
|||
|
|